10 นิสัยยืดอายุขัยขยายภูมิต้านทาน

คุณรู้หรือไม่ อาหารที่คุณทาน ทัศนคติที่คุณคิด และวิถีชีวิตในแต่ละวัน มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันและป้องกันการเจ็บป่วย มาดูกันว่า มีนิสัยอะไรบ้างที่คุณควรมี

  1. ปล่อยเสียงหัวเราะ

“เสียงหัวเราะเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน”

เสียงหัวเราะแสดงออกถึงอารมณ์ของคุณ ส่งผลให้ยกระดับของการทำงานของแอนติบอดี้ในเลือดและบรรดาเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันในการโจมตีฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัส นอกจากนี้พบว่าการหัวเราะยังเพิ่มจำนวนของแอนติบอดี้ในเมือกที่เกิดขึ้นในระบบทางเดินหายใจจุดที่ค่อยดักจับกลุ่มเชื้อโรคจำนวนมาก

  1. ร้องเพลงบรรเลงใจ

จากการศึกษาของคณะนักร้องประสานเสียงเยอรมันเปิดเผยว่าการร้องเพลงช่วยให้การทำงานของม้ามดีขึ้น ส่งผลให้ช่วยเพิ่มความเข้มข้นของแอนติบอดี้ในเลือดแต่ถ้าหากคุณไม่สามารถหากลุ่มร้องเพลงประสานเสียงได้ คุณก็แค่ร้องเพลงโปรดของคุณในเวลาอาบน้ำ แค่นี้ก็ทำให้ระบบภูมิกันคุณดีขึ้นได้เช่นกัน

  1. เลือกคบไขมันที่เป็นมิตร

สถาบันทางการแพทย์ของสหรัฐอเมริกา (Institute of Medicine) มีข้อแนะนำเมื่อปี 2548 ว่า ให้บริโภคไขมันทรานซ์น้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ของพลังงาน หรือ 2 กรัมต่อพลังงาน 1,800 กิโลแคลอรีต่อวัน ซึ่งเป็นปริมาณไขมันทรานซ์ที่คนเราได้รับจากการบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์ผม สมาคมหัวใจและองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกาต่างก็แนะนำให้บริโภคไขมันรวมให้น้อยกว่า 35 เปอร์เซ็นต์ของพลังงาน โดยที่ไขมันอิ่มตัวไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์ ถ้าคุณบริโภคอาหารที่มีพลังงาน 1,800 กิโลแคลอรีต่อวัน ก็จะได้ไขมันทรานซ์รวม 20 กรัม เฟรนซ์ฟรายส์ขนาดใหญ่มีไขมันทรานซ์ประมาณ 6 กรัม

ปัจจุบันในประเทศสหรัฐอเมริกามีข้อบังคับให้ระบุปริมาณไขมันทรานซ์บนฉลากอาหาร โดยเริ่มตั้งแต่มกราคมปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้ผลิตหันมาใช้กรดไขมันอิ่มตัวแทน ซึ่งถ้าไม่อ่านฉลากให้ละเอียดเราอาจจะพลาดได้ แม้ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่ากรดไขมันอิ่มตัวจะเป็นอันตรายต่อร่างกายเพียงไหน แต่ทางที่ดีที่สุดคือ ควรจำกัดปริมาณไขมันรวมที่บริโภค จะช่วยให้จำกัดไขมันทุกชนิดไปในตัว

  1. อยู่ห่างจากน้ำตาล

เมื่อเรารับประทานอาหารที่มีใส่น้ำตาลลงไปจำนวนมาก (ในข้างต้นได้กล่าวไว้แล้วว่าในน้ำตาลนั้นมีฟรุกโตสเป็นองค์ประกอบครึ่งหนึ่ง) ฟรุกโตสเหล่านั้นจะถูกส่งไปที่ตับ ซึ่งถ้าตับมีปริมาณของไกลโคเจนต่ำหลังจากผ่านการออกกำลังกายมา น้ำตาลฟรุกโตสเหล่านั้นจะถูกใช้ในการสร้างไกลโคเจนกลับคืนมา อย่างไรก็ตาม คนส่วนมากไม่ได้บริโภคฟรุกโตสหลังจากออกกำลังกายแต่ในตับก็ยังสามารถสร้างไกลโคเจนมาเติมเต็มได้และเมื่อตับเต็มไปด้วยไกลโคเจนแล้ว น้ำตาลฟรุกโตสที่เหลืออยู่ในตับจะถูกเปลี่ยนไปอยู่ในรูปของไขมัน ซึ่งไขมันส่วนหนึ่งจะถูกส่งออกไปยังภายนอกเซลล์ และอีกส่วนหนึ่งจะถูกสะสมไว้ที่ตับ การที่มีการสะสมไขมันไว้ที่ตับเรื่อยๆ จะนำไปสู่โรคภาวะไขมันพอกตับชนิด non-alcoholic fatty liver disease อีกทั้งยังทำให้ไขมันไปจับตัวรอบอวัยวะต่างๆ และอาจนำไปสู่โรคหัวใจในที่สุด

  1. ควรมีงานเลี้ยงปลาบนโต๊ะอาหาร

เพราะน้ำมันปลาเช่นปลาซาร์ดีนปลาเฮอริ่ง, ปลาทูมีโปรตีนจำเป็นสำหรับการสร้างเซลล์ที่ต่อสู้กับผู้รุกรานและกรดไขมันที่เรียกว่าโอเมก้า 3s ซึ่งควบคุมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน เมื่อร่างกายถูกโจมตีหรือมีการอักเสบเฉียบพลันคือการตอบสนองครั้งแรกของร่างกาย โอเมก้า 3s จะช่วยลดการผลิตของสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบและเพิ่มการผลิตของสารที่ต้านการอักเสบ ในการทดลองพบว่า โอเมก้า 3s ยังสามารถช่วยกระตุ้นให้มีการทำงานของภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ที่ผิดปกติ

  1. เห็ด ไม้เด็ดพิชิตโรค

ในปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญในหลายประเทศให้ความสนใจในการศึกษาประโยชน์อันหลากหลายของสารสกัดจากเห็ด ในการดูแลสุขภาพ ซึ่งทราบกันดีว่าสารสกัดจากเห็ดบางชนิดมีส่วนช่วยกระตุ้นการผลิตเซลล์เม็ดเลือด T-cell ซึ่งเป็นเม็ดเลือดขาวจะช่วยปกป้องร่างกายจากการติดเชื้อ และช่วยเพิ่มระดับของสารที่เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ส่งเสริมการนอนหลับ รวมทั้งช่วยลดความเครียดโดยการระงับการผลิตของสารที่จะไปกระตุ้นการผลิตฮอร์โมน adrenaline อีกด้วย

  1. เสริมเกราะป้องกันด้วยวิตามินซี

นักวิจัยจากทั่วโลกต่างยืนยันตรงกันว่า วิตามินซีสามารถช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายไว้ต่อกรกับสารพัดเชื้อโรคได้เป็นอย่างดี โดยทั่วไปร่างกายของคนเราต้องการวิตามินซีประมาณ 400 มิลลิกรัมต่อวัน นอกจากคุณจะหาวิตามินซีได้จากผลิตภัณฑ์อาหารเสริม แต่อย่าลืมว่าอาหารทั่วๆ ไปที่หาซื้อได้ง่ายก็มีวิตามินซีสูงเช่นกัน ไม่ว่าส้ม ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ หรือกระทั่งพริกรสชาติเผ็ดร้อน ฯลฯ

  1. ขยับตัวด้วยการออกกำลังกาย

ระบบภูมิคุ้มกันของคุณตอบสนองต่อการออกกำลังกายโดยการผลิตมากขึ้นของเซลล์เม็ดเลือดที่โจมตีผู้รุกรานแบคทีเรีย และยิ่งเป็นประจำคุณออกกำลังกายที่ติดทนนานมากขึ้นการเปลี่ยนแปลงกลายเป็น มีการวิจัยในสหรัฐฯแสดงให้เห็นว่าผู้ที่ออกกำลังกายในระดับปานกลางในห้าหรือหกวันต่อสัปดาห์มีครึ่งหวัดเป็นจำนวนมากและเจ็บคอเป็นคนที่ทำไม่ได้

  1. พักผ่อนให้มีคุณภาพ

ตามหลักก็คือควรนอนให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง ซึ่งบางคนก็ทำได้ แต่หลายคนทำไม่ได้เพราะไลฟ์สไตล์ไม่เอื้ออำนวย ซึ่งคนที่ทำได้ควรทำต่อไป ส่วนคนที่ยังทำไม่ได้ต้องพยายามหันมาทำให้ได้ เพราะการอดหลับอดนอนหรือนอนไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด จะทำให้ภูมิคุ้มกันที่มีอยู่ในร่างกายลดลง ขณะเดียวกันระดับโปรตีนที่บอกถึงการอักเสบในร่างกายก็เพิ่มสูงขึ้น

  1. สปาเท้า

เท้าเป็นอวัยวะที่รับบทหนักอย่างมากในแต่ละวัน เพราะทุกก้าวที่คุณก้าวเดินคือภาระอันยิ่งใหญ่ของเท้าเรา การให้เท้าได้พักผ่อนบ้างโดยการแช่เท้าในน้ำอุ่น เปรียบเสมือนเข้าสปาฝ่าเท้าปลุกภูมิคุ้มกันให้ตื่นตัว ข้อแนะนำก็คือ เราควรแช่เท้าในน้ำอุ่นตั้งแต่ข้อเท้าจนถึงปลายเท้าในอุณหภูมิ 35-40 องศาเซลเซียส ประมาณ 10 นาทีก็เพียงพอ จากนั้นเช็ดเท้าให้แห้งโดยเร็ว ห่อผ้าสะอาดที่นุ่มสบาย และปล่อยให้อุณหภูมิค่อยๆเย็นลง เสร็จแล้วก็ทาโลชั่นบำรุงผิว