AHCC ลดการแพร่กระจายมะเร็ง

อนุมูลอิสระ (Reactive species) คือโมเลกุลหรือสารที่มีความคงตัวต่ำเนื่องจากขาดประจุอิเลคตรอนไป 1 ตัว และมีความว่องไวในการทำปฏิกิริยาสูงกับ ไขมัน โปรตีน น้ำตาล ในเซลล์สูง ส่งผลให้เซลล์ถูกทำลาย อนุมูลอิสระมีความสำคัญในการเกิดมะเร็งโดยทำให้เซลล์มะเร็งเพิ่มจำนวน ยับยั้งการสลายตัวของเซลล์มะเร็ง (Apoptosis) ทำให้เกิดการแพร่กระจาย

การแพร่กระจายของมะเร็งจากจุดเริ่มต้นไปยังอวัยวะอื่นนั้นเกิดจากการที่เซลล์มะเร็งเคลื่อนตัวเข้าสู่หลอดเลือดผ่านเซลล์ผนังหลอดเลือดโดยเซลล์มะเร็งสร้างและปล่อยสารอนุมูลอิสระปริมาณมากผนังหลอดเลือด  อนุมูลอิสระปริมาณมากจะทำให้เกิดปฏิกิริยา Tyrosine Phosphorylation ต่อสารที่ทำหน้าที่ควบคุมการผ่านเข้าออกของสารต่างๆเข้าสู่หลอดเลือด  เมื่อสารที่ทำหน้าที่ควบคุมถูกทำลายเซลล์มะเร็งจึงสามารถแทรกตัวเข้าสู่หลอดเลือด ไหลไปตามกระแสเลือดแพร่กระจายจากจุดต้นกำเนิดได้

ดร.เมอฮาน ฮาดาริ มหาวิทยาลัยแพทย์เท็กซัสทำการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เพื่อศึกษากลไกการต้านการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่และมะเร็งต่อมลูกหมาก  จากการวิจัยนี้พบว่าเมื่อนำเซลล์มะเร็งเต้านมสัมผัสกับผนังหลอดเลือดเซลล์มะเร็งเต้านมจะยึดติดกับผนังหลอดเลือดและเพิ่มปริมาณอนุมูลอิสระภายในเซลล์ผนังหลอดเลือด ก่อให้เกิดปฏิกิริยาทำลายสาร VE-Cadherin ที่เซลล์ผนังหลอดเลือด ส่งผลให้ผนังหลอดเลือดสูญเสียคุณสมบัติในการควบคุมการผ่านเข้าออกของสาร

แต่เมื่อเติมเอเอชซีซีลงในหลอดเลือดก่อนนำมาเติมด้วยเซลล์มะเร็งเต้านมพบว่าเอเอชซีซีมีผลลดการเกิดปฏิกริยาทำลายสาร VE-cadherin ที่ผนังหลอดเลือด  เซลล์มะเร็งเต้านมแทรกตัวเขาหลอดเลือดลดลง  โดยการยับยั้งทั้ง 2 ขบวนการนี้เป็นไปได้ดีขึ้นเมื่อปริมาณเอเอชซีซีมากขึ้น ผลการทดลองในเซลล์มะเร็งรังไข่และมะเร็งต่อมลูกหมากเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

สรุปผลการวิจัย เอเอชซีซีลดการแพร่กระจายของมะเร็งเต้านม  มะเร็งรังไข่ และมะเร็งต่อมลูกหมากโดยการลดปฏิกริยาที่เซลล์มะเร็งทำลายสาร VE-cadherin  เสริมความแข็งแรงของผนังเซลล์หลอดเลือด เป็นผลให้เซลล์มะเร็งแทรกตัวผ่านเข้าหลอดเลือดได้ยากขึ้น โดยเอเอชซีซีปริมาณที่มากขึ้นสามารถลดการแพร่กระจายได้ดีขึ้น

References:

1.Haidari M, Zhang W and Wakame K. Disruption of endothelial adherens junction by invasive breast cancer cells is mediated by reactive oxygen species and is attenuated by AHCC. Life Sciences 2013;93:994-1003.