เพิ่มภูมิคุ้มกันต้านไวรัสตัวร้าย

AHCC® จัดเป็น Functional Food ที่มีคุณสมบัติเป็น Biological Response Modifier (BRM) ที่มีผลเสริมสร้างระดับภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงดีทั้งปริมาณและคุณภาพ ในประเทศญี่ปุ่น AHCC® เป็นที่ยอมรับของวงการแพทย์อย่างกว้างขวางกว่า 30 ปี โดยทั้งในโรงพยาบาลและคลินิกกว่า 1,000 แห่งที่แพทย์ให้ AHCC® เพื่อกระตุ้นระดับภูมิคุ้มกัน ลดการอักเสบเรื้อรัง ต้านการรุกรานจากเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และเซลล์มะเร็ง

AHCC® เสริมสร้างภูมิคุ้มกันอย่างไร

การมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงเท่ากับมีกองทัพที่พร้อมที่จะป้องกันและปกป้องร่างกายให้ห่างไกลจากการติดเชื้อ การเจ็บป่วยและปัญหาสุขภาพอื่นๆ ในโลกปัจจุบันนี้มีปัจจัยหลายหลากที่ส่งผลกระทบด้านลบต่อระบบภูมิคุ้มกัน ตั้งแต่การใช้ชีวิตภายใต้มลภาวะที่เป็นพิษ ความเครียด การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ ขาดการออกกำลังกาย หรือเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ๆ เหล่านี้ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ประสิทธิภาพลดลง อัตราการเกิดโรคเพิ่มสูงตลอดมา
รายงานการวิจัยทั้งในสัตว์ทดลองและในคนที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวรสารทางการแพทย์จำนวนมากยืนยันประสิทธิภาพ AHCC® ในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทั้งในการเพิ่มประสิทธิภาพและปริมาณเซลล์โดยมีผลดีต่อเซลล์ระบบภูมิคุ้มกันที่มีหน้าที่กำจัดแบคทีเรีย ไวรัสและเซลล์แปลกปลอม

เพิ่มประสิทธิภาพ “การกลืนกิน” แบคทีเรีย ไวรัส และเซลล์แปลกปลอม

เซลล์แมคโครฟาร์ค (Macrophage) เป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันที่กระจายอยู่ในอวัยวะต่างๆ มีหน้าที่ในการกำจัดเชื้อโรคโดยการ “กลืนกิน” เชื้อโรคเมื่อกลืนกินเข้าไปแล้วยังทำหน้าที่ในการส่งสัญญาณให้เซลล์เม็ดเลือดขาวที่เรียกว่า T lymphocyte ทำหน้าที่ในการกำจัดเชื้อโรคและเซลล์แปลกปลอมในขบวนการต่อไป
จากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบว่า AHCC® มีผลเพิ่มจำนวนเซลล์แมคโครฟาร์คและกระตุ้นประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์นี้ ทั้งนี้พบว่ามะเร็งเต้านมในหนูที่ได้รับ AHCC® มีขนาดเล็กลง 60% เมื่อเปรียบเทียบกับหนูที่ไม่ได้รับ ทั้งนี้เป็นผลมาจากการแมคโครฟาร์คมีปริมาณมากขึ้นและมีการหลั่งสาร TNF-α ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติในการสลายมะเร็งจากแมคโครฟาร์คเพิ่มขึ้น

เอนเคเซลล์ (NK cell ; Natural killer cell) เป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันด่านแรกที่ทำหน้าที่สำคัญในการเข้าโจมตีกำจัดเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และเซลล์ที่มีความผิดปกติ ภายใน 24 ชม. นอกจากทำหน้าที่เป็นหน่วยจู่โจมฉับไวแล้ว NK Cell ยังทำงานร่วมกับเซลล์เม็ดเลือดขาวอื่นๆเกิดขบวนการปกป้องร่างกายและกำจัดเชื้อโรคอย่างครบวงจร
วิธีการกำจัดเชื้อไวรัสนั้น NK cell จะการปลดปล่อยเอนไซม์ที่บรรจุภายในถุงในเซลล์ส่งไปยังเซลล์ที่ติดทำให้เซลล์เหล่านี้แตกสลาย กระตุ้นการเกิดขบวนการฆ่าตัวตาย (Apoptosis) ของเซลล์ติดเชื้อ และถูกขับออกจากร่างกาย

ประเทศญี่ปุ่นได้มีการศึกษาวิจัยในคนเพื่อประเมินประสิทธิภาพของ AHCC ® ในการกระตุ้นการทำงานของ NK cell โดยศึกษาในผู้ป่วยมะเร็งชนิดต่างๆ ที่มีปริมาณและประสิทธิภาพการทำงานของ NK Cell ต่ำ ผลการวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวรสาร Townsend Letter for Doctors & Patients นั้นแสดงผลว่า AHCC® มีผลเพิ่มระดับประสิทธิภาพการทำงานของ NK cell ขึ้น 200 – 300 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นการให้ AHCC® ร่วมกับการรักษาด้วยเคมีบำบัดจึงช่วยเสริมประสิทธิภาพและการตอบสนองต่อการรักษา ลดโอกาสการติดเชื้อเมื่อร่างกายอ่อนแอ เพิ่มอัตราการมีชีวิตยืนยาวและเพิ่มคุณภาพชีวิต

เพิ่มประสิทธิภาพ “การกำจัด”

CD4+ และ CD8+ T cell เซลล์ภูมิคุ้มกันที่ทำหน้าที่เมื่อได้รับสัญญาณจาก เซลล์ภูมิคุ้มกันที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณ โดยเมื่อรับสัญญาณ CD4+ จะหลั่งสาร “ไซโตคายน์” หลายชนิดเพื่อกระตุ้นเซลล์ต่างๆ ในระบบภูมิคุ้มกันให้เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วรวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการทำลายเชื้อโรคและเซลล์แปลกปลอม ในขณะที่ CD8+ มีหน้าที่ทำลายเชื้อโรคและเซลล์แปลอกปลอมเช่นเดียวกัน

รายงานการศึกษาวิจัยในอาสาสมัครอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป จำนวน 30 ราย โดยนายแพทย์ Yin และคณะแพทย์ มหาวิทยาลัยแพทย์เยล ที่ได้รับการพิมพ์เผยแพร่ในวรสารทางการแพทย์ “Human Immunology” พบว่าเมื่ออาสาสมัครได้รับ AHCC® วันละ 3 กรัมนาน 60 วัน AHCC® มีผลเพิ่มปริมาณเซลล์ทั้ง CD4+ และ CD8+ ที่มีหน้าที่ในการกำจัดไวรัส และยังสามารถจดจำเชื้อได้เป็นผลให้การต่อต้านเชื้อในครั้งต่อไปรวดเร็วขึ้นกว่าเดิม ทั้งนี้เมื่อหยุดรับประทาน AHCC® แล้ว 30 วันปริมาณเซลล์ภูมิคุ้มกันยังคงสูงกว่าก่อนทาน

AHCC® “Be Stronger Be Happier”

Reference:
1. An In-Office Evaluation of Four Dietary Supplements on Natural Killer Cell Activity. Journal of Best of Naturopathy by James Belanger, ND, MT.
2. Effect of Active Hexose Correlated Compound on the Season Variations of Immune Competence in Health Subjects: Journal of Evidence-Based Complementary & Alternative Medicine 2015, Vol 20(1)