Oligonol ผลของโอลิโกนอลต่อการลดความรุนแรงของโรคไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์

แพทย์หญิงมณีรัตน์ ชยานุภัทร์กุล ภาควิชาสรีรวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ศาสตราจารย์นายแพทย์พิสิฏฐ์ ตั้งกิจวาณิชย์ ภาควิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คำนำ ปัจจุบันอัตราประชากรโรคอ้วนสูงขึ้นทั่วโลกเป็นผลให้อุบัติการณ์โรคไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ (Non Alcoholic Fatty Liver Disease หรือ NAFLD) มีอัตราสูงขึ้นทุกปีเช่นกัน โดย 24% ของประชากรโลกมีภาวะไขมันพอกตับซึ่งเป็นโรคที่ยังไม่มียาที่ได้รับการอนุมัติจาก FDA เพื่อใช้ในการรักษา โอลิโกนอล (Oligonol) สารสกัดจากลิ้นจี่ที่ผ่านกระบวนการพิเศษทำให้มีขนาดน้ำหนักโมเลกุลเล็ก ดูดซึมได้ง่าย รวดเร็ว และมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระเช่นเดียวกันกับสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มโพลีฟีนอล ในการศึกษาวิจัยทางคลินิกและสัตว์ทดลองที่ผ่านมาแสดงผลว่าโอลิโกนอลมีผลในการเพิ่มความไวต่ออินซูลิน ลดไขมันในเลือด ลดการอักเสบ และลดน้ำหนัก การวิจัยในคนครั้งนี้เพื่อประเมินประสิทธิภาพโอลิโกนอลในการลดไขมันในผู้ป่วยโรคไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจาการดื่มแอลกอฮอล์

วิธีการวิจัย : ผู้ป่วยโรคไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์อายุ 18 ปีขึ้นไปมีค่า MRI-PDFF >11% และมีตับอักเสบระดับสูงกว่าหรือเท่ากับ 2 จึงผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการวิจัยนี้ โดยต้องไม่มีตับแข็ง ดื่มแอลกอฮอล์มากกว่า 30 กรัมในผู้ชาย หรือมากกว่า 20 กรัมในผู้หญิง โรคไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง ตับอักเสบจากภูมิไวเกิน ท่อน้ำดีในตับอักเสบ ภาวะเหล็กเกิน โรควิลสัน ตั้งครรภ์ มีประวัติแพ้ลิ้นจี่ โรคไตเรื้อรังระดับสูงกว่าหรือเท่ากับ 3 (อัตราการกรองของไตน้อยกว่า 60 มล./นาที) อาสาสมัครจะได้รับการสุ่มเพื่อได้รับโอลิโกนอลหรือยาหลอกโดยทั้งอาสาสมัครและแพทย์ผู้วิจัยไม่ทราบว่าใครได้รับอะไรตลอดระยะเวลาการวิจัย 24 สัปดาห์ การประเมินผลทำโดยการวัดค่าลักษณะทางคลินิกและการตรวจเลือดก่อนได้รับยาและหลังได้รับยาแล้ว 24 สัปดาห์ ค่า MRI-PDFF เป็นดัชนีชี้วัดที่ใช้ในการประเมินผลของโอลิโกนอล ในการลดไขมันพอกตับโดยปริมาณไขมันที่วัดได้เมื่อสิ้นสุดการวิจัยนั้นต้องลดลงมากกว่าหรือเท่ากับ 30% Paired t-test ใช้ในการคำนวณเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังในแต่ละกลุ่มและใช้วิธี Two-way ANOVA ในการคำนวณเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง 2 กลุ่มเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการวิจัยโดย P-Value น้อยกว่า 0.05 จึงถือว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ผลการวิจัย : ผู้ป่วยโรคไขมันพอกตับที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกจำนวน 40 รายถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มๆ ละ 20 ราย คือกลุ่มที่ได้รับโอลิโกนอลและกลุ่มที่ได้รับยาหลอก โดยทั้ง 2 กลุ่มมีลักษณะพื้นฐานที่ไม่แตกต่างกันคือ อายุ เพศ น้ำหนักตัว เส้นรอบเอว ดัชนีมวลกาย ค่า MRI-PDFF ค่าเอนไซม์ตับ ALT ค่าน้ำตาลในเลือด ไขมันในเลือด และภาวะดื้ออินซูลิน วัตถุประสงค์หลักของการศึกษาวิจัยคือการวัดปริมาณไขมันในตับด้วยการวัดค่า MRI-PDFF พบว่า 20% (4/20) ของกลุ่มโอลิโกนอลมีปริมาณไขมันในตับลดลง 30% ในส่วนของกลุ่มยาหลอกพบว่า 15% ของกลุ่มยาหลอกมีปริมาณไขมันลดลงเช่นกันแต่ไม่มีนัยสำคัญ ( P=0.68)

ทั้งนี้พบว่าค่าเฉลี่ยปริมาณไขมันในตับที่ลดลงของกลุ่มโอลิโกนอลเท่ากับ 3.74% (P=0.002) และเป็นค่าที่มีนัยสำคัญโดยค่าเฉลี่ยกลุ่มยาหลอกเท่ากับ 2.61% (P=0.06) แต่ไม่มีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบปริมาณไขมันในตับด้วยการวัดค่า MRI-PDFF ระหว่างทั้ง 2 กลุ่ม พบว่ามีความแตกต่างกันแต่ยังไม่มีนัยสำคัญ
เมื่อวัดค่าลักษณะทางคลินิกและค่าเลือดจากการตรวจห้องปฏิบัติการเปรียบเทียบระหว่างก่อนเริ่มการวิจัยและสิ้นสุดการวิจัยในแต่ละกลุ่มพบว่ากลุ่มโอลิโกนอลมีค่าน้ำหนักตัว เส้นรอบเอว ค่าเอนไซม์ตับ ALT และน้ำตาลในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่กลุ่มยาหลอกมีเพียงน้ำหนักตัวเท่านั้นที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญแต่ค่าบิลลิรูบินสูงขึ้น ระหว่างการวิจัยไม่พบว่ามีผลข้างเคียงใดๆทั้ง 2 กลุ่ม

สรุป การให้โอลิโกนอลในผู้ป่วยโรคไขมันพอกตับมีผลในการลดปริมาณไขมันในตับ ลดน้ำหนักตัว เส้นรอบเอว ค่าเอนไซม์ตับอักเสบALT และน้ำตาลในเลือดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังได้รับโอลิโกนอล การเพิ่มระยะเวลาการวิจัยน่าจะมีผลให้ปริมาณไขมันในตับที่ลดลงเมื่อตรวจวัดด้วย MRI-PDFF ระหว่างกลุ่มโอลิโกนอลและยาหลอกแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

Oligonol and its beneficial effects in non-alcoholic fatty liver disease: A randomized, placebo, controlled trial

Maneerat Chayanupatkul, M.D. Department of Physiology, Faculty of Medicine, Chulalongkorn University
Professor Pisit Tangkijvanich M.D. Department of Biochemistry, Faculty of Medicine, Chulalongkorn University

Introduction: Due to obesity epidemic, non-alcoholic fatty liver disease (NAFLD) has become the most common liver disease worldwide with the estimated prevalence of 24%. Currently, there are no FDA-approved medications for the treatment of NAFLD. Oligonol, a low molecular weight oligomer of long-chain polyphenols from lychee extracts, has been shown in both pre-clinical and clinical studies to have insulin sensitizing, lipid lowering, anti-inflammatory and weight loss properties. The aim of this study was to evaluate the therapeutic effects of Oligonol in patients with NAFLD.

Methods: Patients aged 18 years and older with NAFLD defined by MRI-PDFF ≥11% (consistent with steatosis grade≥2) were enrolled in the study. Exclusion criteria included cirrhosis, daily alcohol drinking >30 g in men, >20 g in women, other known chronic liver diseases, such as chronic viral hepatitis, autoimmune hepatitis, primary biliary cholangitis, hemochromatosis, and Wilson disease, pregnancy, history of lychee allergy, and chronic kidney disease stage≥ 3 (calculated glomerular filtration rate <60 mL/min). Patients were randomly assigned to receive either Oligonol or placebo stratified by age, gender and BMI. Both investigators and participants were blinded to the experimental group. Duration of treatment was 24 weeks. Basic demographic data, body weight, waist circumference, biochemical blood tests and stool samples were obtained at baseline and at the end of treatment. MRI-PDFF was performed at baseline and at the end of treatment. Primary endpoint was ≥ 30% reduction in MRI-PDFF at 24 weeks. Data were expressed as mean±SD for continuous variables and percentage for categorical variables. Paired t-test was used to compare the difference between two time points in each group and two-way ANOVA was performed to compare the difference between 2 groups over time. P-value of <0.05 was considered statistical significance.

Results: A total of 40 patients were enrolled (n=20 in each group). Baseline characteristics including age, gender, body weight, waist circumference, BMI, MRI-PDFF, ALT, fasting blood sugar (FBS), lipid profile, and HOMA-IR were not different between the two groups (shown in Table 1). Primary endpoint was achieved in 20% (4/20) in Oligonol group and 15% (3/20) in placebo group (p=0.68). We found a significant reduction in MRI-PDFF between week 0 and week 24 in Oligonol group (mean reduction 3.74%, p=0.002) and a non-significant reduction in placebo group (mean reduction 2.61%, p=0.06). Differences in MRI-PDFF between the two groups over time were not statistically significance (p=0.52). Changes in clinical characteristics and biochemical tests between week 0 and week 24 in each group are presented in Table 2. Significant reduction in body weight, waist circumference, ALT and fasting blood sugar were observed in Oligonol group. On the contrary, only body weight significantly declined at the end of treatment in placebo group. Other than a significant increase in total bilirubin at week 24 in placebo group, no adverse events were noted in both groups.

Conclusions: Oligonol treatment could significantly reduce %hepatic fat content, body weight, waist circumference, ALT and fasting blood sugar. Further study with longer duration of treatment might be needed in order to observe statistically significant differences in hepatic fat content between Oligonol and placebo over time.